เมนูหลัก
หน้าหลัก
อ่านกระทู้กับฟิโรโดซิเอ
สมาชิก
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
บ้านหลังแรกของฟิโรฯ
อาณาจักรเอนไซม์ "นรินดา"
สถานีโทรทัศน์
ทีวีสี ช่อง 5
ทีวีสี ช่อง 7
ทีวีสี ช่อง 9
ITV
UBC
Nation Channel
ทีวีสี ช่อง 3
การเดินทาง
แผนที่กรุงเทพฯ
พยากรณ์อากาศ
หนังสือพิมพ์
มติชน
บางกอกโพสต์
เดลินิวส์
สยามธุรกิจ
คมชัดลึก
ข่าวสด
ไทยรัฐ
กรุงเทพธุรกิจ
ไทยโพสต์
แนวหน้า
บ้านเมือง
โพสต์ทูเดย์
มติชนสุดสัปดาห์
เส้นทางเศรษฐกิจ
สยามรัฐ
บันเทิง
เกมส์ออนไลน์
อีการ์ดสวยๆ
โหวตสติคเกอร์
การติดต่อสื่อสาร
ค้นหารหัสไปรษณีย์
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
เช็คยอดค้างจ่าย(AIS)
เช็คยอดค้างจ่าย(DTAC)
คุยสบายๆ สไตล์ฟิโรโดซิเอ
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
ทำไมก่อนวิปัสสานากรรมฐาน จึงต้องถือศีล 8 ก่อน เกี่ยวกันด้วยหรือครับ
(Reader : 928)
ก่อนวิปัสสนาจต้องควบคุมกาย วาจา ก่อน เสมอ เพราะการกระทำทางกายและวาจา เป็นบ่อเกิดแห่งความฟุ้งซ่าน วุ่นวาย สร้างความร้อนรุ่มแก่จิต

วจีกรรมที่เราทำกันอยู่เสมอคือ การพูดส่อเสียด การพูดโกหก การพูดคำหยาบ หรือพล่ามเพ้อเจ้อ

ส่วนกายกรรมก็คือ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การไม่กระทำผิดทางเพศ การไม่ลักขโมย ไม่ดื่มสุรา ฯลฯทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือ ศีล นั่นเอง

ดังนั้นสำหรับผู้ที่จะฝึกเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐาน จะต้องถือศีลควบคู่กันไปด้วย มิฉะนั้น การกำหนดสติต่อกาย เวทนา จิต ธรรม ก็เป็นไปไม่ได้
เขียนโดย : แสวงบุญวัน/เวลา : 9/11/2551 6:19:04
ผัสสะต่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับปุถุชนทั่วไป ย่อมก่อให้เกิดเวทนา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ( ตัวกู ของกู) เสมอ และพร้อมจะย้อนกลับเพื่อแสดงออกหาทางสนองกิเลสตัณหาที่เกิดขึ้น

คนที่ฝึกสติยังไม่เข้มแข็งพอ จะตัดผัสสะเข้าไม่ทัน จึงมีเวทนา ตัณหา เกิดขึ้น ศีล คือ ข้อกำหนดของการใช้สติที่ไม่ต้องไวนัก ไปตัดตัณหาไม่ให้สวนทางกลับออกไป แสดงออกทางทวารทั้งหก ซึ่งจะก่อให้เกิดมโนกรรม กายกรรม วจีกรรม สร้างกรรมใหม่ขึ้นมา

คำว่า ศีล เป็นอาภรณ์อันประเสริฐก็คือ ภาพภายนอกที่ห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ แต่ตัวตนภายในยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน อยู่ดังนั้น การถือศีลอย่างเดียวโดยไม่ปฏิบัติวิปัสสนาจะไม่เกิดภาวนา-มยปัญญา
เขียนโดย :แสวงบุญ
วัน/เวลา :11/9/2551 6:29:44
และเช่นกัน คนที่ปฏิบัติวิปัสสนาอย่างเดียวโดยไม่ถือศีล ยิ่งไม่มีทางเกิดปัญญาได้เลย เพราะผิดตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็เข้าใจว่า อยู่ดีๆจะให้ถือศีลโดยไม่รู้ว่า จะถือไปทำไมคงทำได้ไม่นาน ก็ต้องมีปัญญามาก่อนสักหน่อย

ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งสามนี้คือ สิ่งเดียวกัน เป็นเหตุและผลสอดคล้องซึ่งกันและกัน

เมื่อปัญญาทำให้ศีลยิ่ง ก็จะทำให้สมาธิยิ่ง แล้วปัญญาก็จะยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลุดพ้นจากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และนิจจัง สุขขัง อัตตา
เขียนโดย :แสวงบุญ
วัน/เวลา :9/11/2551 6:33:18
ถ้าเปรียบเทียบเป็นการขับรถ ไปบนถนนสายอริยมรรค ศีล เปรียบเสมือนขอบถนน ป้ายสัญญาณ สัญญานไฟ สมาธิ คือ ความแน่วแน่มีสติในการขับรถ

ส่วนปัญญา คือ ความรู้ถึงลักษณะของถนน การทำงานของรถ องค์ประกอบและเครื่องยนต์กลไก รวมไปถึงเทคนิคที่จะขับรถได้ดีและเร็ว ฯลฯ

ปัญญา เป็นความรอบรู้ ทั้งสามส่วนล้วนเป็นองค์ประกอบ สำคัญในการเดินทางสู่ถนนแห่งความหลุดพ้น ถ้าไม่ถือ ศีล ก็ขับตกถนน ชนป้าย เสาไฟฟ้า หรือ ชนรถคันอื่น ไม่มีทางไปถึงจุดหมายได้

ถ้าไม่มี สมาธิ ก็ขับรถไม่ได้ แต่ถ้ามี ศีล สมาธิ แต่ไม่มีปัญญา เวลาเกิดปัญหาก็แก้ไม่ได้ ขับไปไม่รู้จะไปทางไหน ไม่มีจุดหมาย ในที่สุดก็หลงติดอยู่ ข้างทางที่ไหนสักแห่ง ไปไม่ถึงเส้นชัย
เขียนโดย :แสวงบุญ
วัน/เวลา :9/11/2551 6:40:46
ความจริงแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่การเรียงตามลำดับก่อนหลัง อย่างน้อยต้องมีปัญญาระดับหนึ่งก่อน รู้ว่าต้องทำอะไร ทำไมต้องรักษาศีล เช่นเดียวกับการขับรถ ถ้ามีปัญญาแต่ไม่มีสมาธิ ก็เหมือนคนเมาขับรถ ในที่สุดก็ไปไม่ถึงจุดหมาย


จาก ตอบปัญหาวิชาชีพ
เขียนโดย :แสวงบุญ
วัน/เวลา :9/11/2551 6:45:03

 

Log in before, please.

 

 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.firodosia.com